วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

โครงสร้างของโลก

โครงสร้างของโลก

                            


โครงสร้างของโลกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้

        ๑.เปลือกโลก 
คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลกหรือพื้นผิวโลก มีความหนาประมาณ 16-40 กิโลเมตร แบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นไซอัล  โครงสร้างชั้นนี้ประกอบด้วยหินแกรนิตที่ซ้อนอยู่บนหินบะซอลต์ ผิวโลกบางส่วนอาจมีชั้นไซอัลอยู่ ได้แก่ ทวีป หรือ ภูเขา ชั้นไซมา โครงสร้างเป็นส่วนชั้นหินบะซอลต์ที่อยู่ถัดลงไป ประกอบด้วยแร่ซิลิก้า เหล็ก และแมกนีเซียม (มีความแข็งกว่าชั้นไซอัล ) หินชั้นนี้จะทอดตัวอยู่เบื้องล่างของท้องมหาสมุทร

        ๒. เนื้อโลก ( Mantle )
เนื้อโลก คือ ส่วนชั้นในของโลก อยู่ใต้เปลือกโลกชั้นนอก มีความหนาประมาณ ๒๙๐๐ กิโลเมตร เป็นเนื้อในของโลก มีลักษณะเป็นของแข็ง เรียก หินหนืด ( Magma ) แทรกอยู่บนผิวโลก เรียกลาวา หรือหินลาวา

       ๓.แก่นโลก ( Core )
แก่นโลกเป็นชั้นในสุดของโลก ซึ่งห่อหุ้มเนื้อโลก และเปลือกโลก มีรัศมีราว ๓๔๗๖ กิโลเมตร ( ๒๑๖๐ ไมล์ ) เรียก แก่นโลก แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ แก่นโลกชั้นใน ( Inner Core ) มีรัศมีประมาณ ๑๒๕๕ กิโลเมตร ( ๗๘๐ ไมล์) เป็นส่วนที่เป็นของแข็ง มีความหนาแน่นมากกว่โครงสร้างส่วนอื่นของโลก มีแรงดึงดูดมวลวัตถุอื่นๆ เข้าสู่ศูนย์กลางของโลก แก่นโลกชั้นนอก ( Outer Core ) มีรัศมีจากใจกลางโลกประมาณ ๓๔๗๕ กิโลเมตร (๒๑๖๐ ไมล์) เป็นส่วนที่เป็นของเหลว ประกอบด้วยหินหนืด ( Magma ) มีอุณหภูมิสูง มีแร่ธาตุหลายชนิด

ส่วนประกอบของเปลือกโลก
เปลือกโลกเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นบ่อเกิดของทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนประกอบของเปลือกโลก มีทั้งภาคพื้นทวีป และภาคพื้นสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของหินแร่ธาตุ และ ดิน


        หิน ( Rock )
หิน คือมวลของแข็งที่ประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดรวมกันตามธรรมชาติ แบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ หินอัคนี หินชั้น และหินแปร
กระบวนการแทรกดันของหินหนืด แล้วเย็นตัวลงได้เป็นหินอัคนี เมื่อเกิดกระบวนการผุพังทำลายพาไปทับถมได้เป็นหินชั้น และเมื่อผ่านกระบวนการของความร้อนและความดันจะกลายเป็นหินแปร


     ๑.หินอัคนี ( Igneous Rocks )
หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวลงของหินหนืด ( Magma ) ลักษณะทั่วไปเป็นผลึก ไม่มีชั้นปรากฏให้เห็น ไม่มีซากดึกดำบรรพ์ในเนื้อหิน ถ้าเย็นตัวช้า ผลึกจะใหญ่ เป็นหินอัคนีที่อยู่ใต้โลก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจะเย็นตัวลงช้า ถ้าเย็นตัวเร็ว ได้แก่ หินบนพื้นผิวโลก เรียกว่า หินอัคนีพุ หรือ หินภูเขาไฟ จะมีผลึกเล็ก เนื่องจากเย็นตัวรวดเร็วจนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะผลึก


แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
หินอัคนีแทรกซอน (Intrusive Igneous Rock) เกิดจากการเย็นตัวลงอย่างช้า ๆ ของหินหนืดใต้เปลือกโลก มีผลึกแร่ขนาดใหญ่ (>1 มิลลิเมตร) เช่นหินแกรนิต (Granite) หินไดออไรต์ (Diorite) หินแกบโบร (Gabbro)
หินอัคนีพุ (Extruisive Igneous Rock) หรือหินภูเขาไฟ (Volcanic Rock) เกิดจากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของหินหนืดที่ดันตัวพุออกมานอกผิวโลกเป็นลาวา (Lava) ผลึกแร่มีขนาดเล็กหรือไม่เกิดผลึกเลยเช่น หินบะซอลต์ (Basalt) หินแอนดีไซต์ (Andesite) หินไรโอไลต์ (Rhyolite)
๒. หินชั้น ( Sedimentary Rocks )
หินชั้น คือ หินตะกอนที่เกิดจากการทับถมของตะกอนขนาดต่างๆ เป็นระยะเวลายาวนานเมื่อได้รับความร้อนหรือแรงกดดันสูง ทำให้ตะกอนจับตัวกันแน่น มีลักษณะเป็นชั้น เนื้อหินอาจจะหยาบหรือละเอียดขึ้นอยู่กับขนาดของตะกอนที่สะสมกันอยู่ เกิดจากการทับถม และสะสมตัวของตะกอนต่างๆ ได้แก่ เศษหิน แร่ กรวด ทราย ดินที่ผุพังหรือสึกกร่อนถูกชะละลายมาจากหินเดิม โดยตัวการธรรมชาติ คือ ธารน้ำ ลม ธารน้ำแข็งหรือคลื่นในทะเล พัดพาไปทับถมและแข็งตัวเป็นหินในแอ่งสะสมตัวหินชนิดนี้แบ่งตามลักษณะเนื้อหินได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
หินชั้นเนื้อประสม (Clastic Sedimentary Rock) เป็นหินชั้นที่เนื้อเดิมของตะกอนพวกกรวด ทราย เศษหินและดิน ยังคงสภาพอยู่ให้พิสูจน์ได้ เช่น หินทราย (Sandstone) หินดินดาน (Shale) หินกรวดมน (Conglomerate) เป็นต้น
                                                                               
หินเนื้อประสาน (Nonclastic Sedimentary Rock) เป็นหินที่เกิดจากการตกผลึกทางเคมี หรือจากสิ่งมีชีวิต มีเนื้อประสานกันแน่นไม่สามารถพิสูจน์สภาพเดิมได้ เช่น หินปูน (Limestone) หินเชิร์ต (Chert) เกลือหิน (Rock Salte) ถ่านหิน (Coal) เป็นต้น
                           
             
        ๓.หินแปร ( Metamorphic Rocks )
หินแปรเป็นหินที่เกิดจากหินที่เปลี่ยนแปลงมาจากหินอัคนีและหินชั้น เนื่องจากความกดดัน และอุณหภูมิที่สูงเกิดพร้อมกับการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก
หินชั้นเนื้อประสม (Clastic Sedimentary Rock) เป็นหินชั้นที่เนื้อเดิมของตะกอน เกิดจากการแปรสภาพโดยการกระทำของความร้อน ความดันและปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เนื้อหิน แร่ประกอบหินและโครงสร้างเปลี่ยนไปจากเดิม การแปรสภาพของหินจะอยู่ในสถานะของของแข็ง ซึ่งจัดแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกิดเป็นบริเวณกว้างโดยมีความร้อนและความดันทำให้เกิดแร่ใหม่หรือผลึกใหม่เกิดขึ้น มีการจัดเรียงตัวของแร่ใหม่ และแสดงริ้วขนาน (Foliation) อันเนื่องมาจากแร่เดิมถูกบีบอัดจนเรียงตัวเป็นแนวหรือแถบขนานกัน เช่น หินไนส์ (Gneiss) หินชีสต์ (Schist) และหินชนวน (Slate) เป็นต้น
การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพโดยความร้อนและปฏิกิริยาทางเคมีของสารละลายที่ขึ้นมากับหินหนืดมาสัมผัสกับหินท้องที่ ไม่มีอิทธิพลของความดันมากนัก ปฏิกิริยาทางเคมีอาจทำให้ได้แร่ใหม่บางส่วนหรือเกิดแร่ใหม่แทนที่แร่ในหินเดิม หินแปรที่เกิดขึ้นจะมีการจัดเรียงตัวของแร่ใหม่ ไม่แสดงริ้วขนาน (Nonfoliation) เช่น หินอ่อน (Marble) หินควอตไซต์ (Quartzite)


  

     วัฏจักรของหิน (Rock cycle) 
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของหินทั้ง 3 ชนิด จากหินชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งหรืออาจเปลี่ยนกลับไปเป็นหินชนิดเดิมอีกก็ได้ กล่าวคือ เมื่อ หินหนืด เย็นตัวลงจะตกผลึกได้เป็น หินอัคนี เมื่อหินอัคนีผ่านกระบวนการผุพังอยู่กับที่และการกร่อนจนกลายเป็นตะกอนมีกระแสน้ำ ลม ธารน้ำแข็ง หรือคลื่นในทะเล พัดพาไปสะสมตัวและเกิดการแข็งตัวกลายเป็นหิน อันเนื่องมาจากแรงบีบอัดหรือมีสารละลายเข้าไปประสานตะกอนเกิดเป็น หินชั้นขึ้น เมื่อหินชั้นได้รับความร้อนและแรงกดอัดสูงจะเกิดการแปรสภาพกลายเป็นหินแปร และหินแปรเมื่อได้รับความร้อนสูงมากจนหลอมละลาย ก็จะกลายสภาพเป็นหินหนืด ซึ่งเมื่อเย็นตัวลงก็จะตกผลึกเป็นหินอัคนีอีกครั้งหนึ่งวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปเป็นวัฏจักรของหิน กระบวนการเหล่านี้อาจข้ามขั้นตอนดังกล่าวได้ เช่น จากหินอัคนีไปเป็นหินแปร หรือจากหินแปรไปเป็นหินชั้น
แร่ธาตุ ( Mineral )
                แร่เป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีความสำคัญและมีบทบาทที่สนองความต้องการ ทางด้านปัจจัยต่าง ๆ ของประชากร ทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน ความสำคัญและประโยชน์ของแร่ธาตุที่จะนำมาใช้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาความเจริญทางเทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการในการนำไปใช้ของมนุษย์ ทรัพยากรแร่ธาตุ ที่มนุษย์เราใช้ส่วนใหญ่มาจากแผ่นดิน ซึ่งค่อย ๆ ลดจำนวนลงทำให้มีการสำรวจค้นคว้าหาแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุใหม่ ๆ อยู่เสมอ ปัจจุบันได้มีการบุกเบิกหาแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุในทะเล เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และระยะเวลาทำให้ความสำคัญของแร่ธาตุเปลี่ยนแปลงไปจากชนิดหนึ่งไปใช้อีกชนิดหนึ่ง เช่น จากการใช้ถ่านหินมาใช้น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจากการใช้เหล็กมาใช้อลูมิเนียมแทน
ประเภทของแร่
แร่เป็นทรัพยากรที่มนุษย์ นำมาใช้ประโยชน์มากมาย แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความเหนียว เป็นตัวทนความร้อน และไฟฟ้าได้ดีหลอมตัวได้ และมีความทึบแสง ได้แก่ แร่ดีบุก เหล็ก แมงกานีส ทองแดง ตะกั่ว อลูมิเนียม แมกนีเซียม ทองคำ เงิน วุลแฟรม ฯลฯ
2. แร่อโลหะ เป็นแร่ที่ไม่เป็นตัวนำความร้อนมีลักษณะโปร่งแสง เปราะแตกหักง่าย ได้แก่ ฟลูออไรท์ ฟอสเฟส หิน ทราย เกลือ กำมะถัน โปแตสเซียม แคลเซียม ดินขาว ฯลฯ
3. แร่พลังงาน หรือแร่เชื้อเพลิงเป็นแร่ที่สำคัญถูกนำมาใช้มากเกิดจากซากสิ่งมีชีวิตในอดีต ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ
ดิน ( Soil )
                 ดินเกิดจากอนินทรียวัตถุ (หิน แร่ธาตุต่างๆ ) แตกสลายและอินทรียวัตถุ(สิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว)เน่าเปื่อยมาทับถมกัน เนื้อดินจะอยู่ได้ 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ ในอัตราส่วนที่สมดุลกัน

      ส่วนประกอบของดิน จำแนกได้ 4 ส่วน ดังนี้ 
          1. อนินทรีย์วัตถุ คือ ส่วนประกอบที่เกิดจากเศษหินและแร่ธาตุที่แตกหักผุพัง สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยการธรรมชาติจากการกระทำของน้ำ ลม ความร้อนหนาว สารเคมี และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หรือแรงกดดันของโลก 
          2. อินทรีย์วัตถุ คือ ส่วนประกอบที่ได้จากการสลายตัวเน่าเปื่อยผุพังของซากพืช ซากสัตว์ 
          3. น้ำ คือ ส่วนที่เป็นน้ำที่อยู่ในช่องว่างในดิน ซึ่งเป็นตัวทำละลายแร่ธาตุอาหารของพืช 
          4. อากาศ คือ ส่วนที่เป็นอากาศซึ่งอยู่ในช่องว่างในดิน ประกอบด้วยก๊าซต่าง ๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน เป็นต้น


      ถ้าจำแนกดินตามลักษณะของเนื้อดิน  แบ่งได้  3  ชนิด
 1 ดินทราย  เป็นที่ประกอบด้วยทรายตั้งแต่ร้อยละ  70 ขึ้นไป  โดยน้ำหนักมีสมบัติเหมือนทราย น้ำซึมผ่านได้ง่ายมาก
 2 ดินร่วน    เป็นดินที่ประกอบด้วย  ทราย  โคลนตม  และดินเหนียว โดยมีปริมาณดินทรายและดินเหนียวไม่มากนัก       ดังนั้น น้ำและอากาศจึงไหลผ่านดินร่วนได้ดีกว่าดินเหนียว
  3 ดินเหนียว   เป็นดินที่มีเนื้อละเอียดแน่น  อุ้มน้ำได้ดี  และไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านได้ง่าย  ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช     
                 
                       
        ประเภทของดิน   โดยทั่วไปแบ่งดินออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ คือ  ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง
       1 ดินชั้นบน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์  มีแร่ธาตุหลายชิดและมีซากพืชซากสัตว์เน่าเปื่อย  (ฮิวมัส) ที่พืชต้องการทับถมกันอยู่มาก  ลักษณะของเนื้อดินเป็นสีดำคล้ำเม็ดดินหยาบ  หรือเม็ดดินมีขนาดใหญ่ร่วนซุย เป็นดินที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช
       2 ดินชั้นล่าง  อยู่ถัดจากดินชั้นบนลงไป มีความอุดมสมบูรณ์น้อยมาก เนื้อดินแน่น  เม็ดละเอียด สีจาง  เป็นดินที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช


     ลักษณะทางกายภาพของผิวโลก
                   ผิวโลกปกคลุมด้วยทะเลและมหาสมุทรประมาณร้อยละ  70  และส่วนที่เป็นภาคพื้นทวีปประมาณร้อยละ  30  ลักษณะภูมิประเทศส่วนที่เป็นภาคพื้นทวีปประกอบด้วยพื้นผิวต่างๆ  แบ่งตามลักษณะใหญ่ๆ  ได้แก่  ที่ราบ  ที่ราบสูง  เนินเขา  และภูเขา
ที่ราบหรือพื้นที่ราบ  ได้แก่ภูมิประเทศที่ราบเรียบหรือมีลักษณะเป็นลูกคลื่นเพียงเล็กน้อย  โดยปกติความสูงต่ำของพื้นที่ในบริเวณนั้นจะแตกต่างกันไม่เกิน  150  เมตร  ปัจจัยที่ทำให้เกิดที่ราบได้แก่
                1)  การทับถมของตะกอน  ซึ่งอาจเกิดจากกระแสน้ำพัดพา  คลื่นในทะเลหรือเมื่อน้ำท่วม  เช่น  ที่ราบลุ่มบริเวณภาคกลางของประเทศไทย  ที่ราบลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี  เป็นต้น
                2)  ที่ราบเกิดจากการทับถมของลาวา  เช่น  ที่ราบในเกาะชวา  ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย  ที่ราบในเกาะลูซอน  ประเทศฟิลิปปินส์
                3)  ที่ราบที่เกิดจากการสึกกร่อนโดยตัวกระทำ    การสึกกร่อนโดยตัวกระทำ เช่น กระแสลม  หรือน้ำทำให้ภูมิประเทศที่เคยสูงชันค่อยๆต่ำลง  จึงกลายเป็นที่ราบหรือเนินเตี้ยๆในที่สุด  หรือกระแสลมอาจจะพัดพาดินทรายอนุภาคขนาดเล็กมาทับถมจนเป็นพื้นที่ราบได้  เช่น  ที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโหในสาธารณรัฐประชาชนจีน  ที่ราบปามปัสในประเทศอาร์เจนตินา  ที่ราบในรัฐแคนซัส  เนแบรสกา อิลลินนอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ที่ราบลุ่มแม่น้ำคองโก
                4)  ที่ราบที่เกิดจากการยกตัวหรือยุบตัวของเปลือกโลกเป็นบริเวณกว้าง  เช่น  ที่ราบภาคกลางของทวีปยุโรป  ที่ราบยูเครนในประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย
                5)  ที่ราบที่เกิดจากธารน้ำแข็งกัดเซาะหรือทับถม

        ที่ราบสูง  คือ  พื้นที่ที่สูงกว่าระดับของผิวโลกหรือท้องถิ่นโดยรอบเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่  300  เมตรขึ้นไป  โดยปกติจะมีของผาชันอย่างน้อยหนึ่งด้านจากพื้นที่รอบๆ  ที่ราบสูงอาจแบ่งออกได้เป็น  3  ชนิด  ได้แก่
                1)  ที่ราบสูงเชิงเขา  เป็นที่ราบราบที่อยู่ระหว่างภูเขากับที่ราบ  เช่น  ที่ราบสูงปตาโกเนีย  ในประเทศอาเจนตินา
                2)  ที่ราบสูงระหว่างเขา  เป็นที่ราบสูงที่มีภูเขาล้อมรอบหรือเกือบล้อมรอบ  ส่วนมากจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเกิดภูเขานั้นเป็นที่ราบสูงที่มีความสูงมากที่สุด  เช่น  ที่ราบสูงทิเบต  ที่ราบสูงอนาโตเลีย  ในประเทศตุรกี  ที่ราบสูงเม็กซิโก  ที่ราบสูงมองโกเลีย  เป็นต้น  
                3)  ที่ราบสูงทวีป  หรือที่ราบสูงรูปโต๊ะ  เป็นที่ราบสูงที่อยู่ระหว่างพื้นที่ราบ  เช่น             ที่ราบสูงเดคคาน  ในประเทศอินเดีย  ที่ราบสูงบาร์เลย์ในประเทศออสเตรเลีย  เป็นต้น
เนินเขา  หมายถึง  พื้นที่ที่สูงมากกว่าบริเวณโดยรอบตั้งแต่  150  เมตร  แต่ไม่เกิน  600  เมตร  มักเป็นลูกคลื่น  เกิดจากการโก่งตัวของเปลือกโลกหรือเกิดจากการกร่อนตัวของภูเขา
ภูเขา  หมายถึง  พื้นที่ที่มีความสูงมากกว่าบริเวณโดยรอบตั้งแต่  600  เมตรขึ้นไป  หากภูเขาสูงมีแนวยาวต่อเนื่องกันเรียกว่า  เทือกเขา  (Sierra)  ปัจจัยที่ทำให้เกิดภูเขาได้แก่
1) ภูเขาที่เกิดจากการคดโค้งของชั้นหินเปลือกโลก  ปรากฏในบริเวณเปลือกโลกที่เคยได้รับแรงอัดภายในโลกกระทำอย่างรุนแรงในอดีต  จนเกิดโครงสร้างคดโค้งขนาดใหญ่และเป็นแนวยาวอยู่ในภูมิภาคต่างๆของโลก  ภูเขาเหล่านี้เดิมอาจเป็นพื้นที่ต่ำหรือทะเลตื้น  ต่อมาได้รับแรงอัดในแนวขนาน  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นแนวเขาสูง    บางครั้งจะพบสร้างดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่เคยอยู่ในเขตน้ำตื้นตามภูเขาสูงๆ  เช่น  เทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเชีย  เทือกเขาแอลป์ในทางใต้ของทวีปยุโรป  เทือกเขารอกกีในทวีปอเมริกาเหนือ  เทือกเขาแอนดิสในทวีปอเมริกาใต้  เทือกเขาเกรตดิไวดิงในทวีปออสเตรเลีย  เป็นต้น
2) ภูเขาที่เกิดจากแรงดันภายใต้เปลือกโลก  เรียกว่าภูเขารูปโดมมีลักษณะโค้งนูนแบบหลังเต่า  ไม่เป็นสัน  ยอดไม่แหลม  เช่น  แบล์กฮิลในสหรัฐอเมริกา  ภูเขารัชเมอร์ที่มีการแกะสลักอดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา  ไว้ 4 คน คือ  ยอร์จ วอชิงตัน  โทมัส เจฟเฟอร์สัน  อับราฮัม ลินคอล์น  และธีโอดอร์ รุสเวลต์
3)  ภูเขาที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลก    เรียกว่าภูเขาบล็อก  ภูเขาที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลก    ทำให้พื้นที่หนึ่งยุบตัวและพื้นที่หนึ่งยกตัวสูงขึ้นทำให้เกิดภูเขาที่ด้านข้างมีความชันและยอดราบ  เช่น  เทือกเขาเซียร์ราเนวาดา  เทือกเขาวอชัทซ์  ในประเทศสหรัฐอเมริกา  สำหรับในประเทศไทยได้แก่  ภูกระดึง  ภูหลวง  ภูเรือ  เป็นต้น  บางแห่งรอยเลื่อนทำให้เกิดหุบเขาทรุด  ซึ่งมีพื้นล่างราบและบางแห่งกว้างมาก  เช่น  หุบเขาไรน์  ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน  อยู่ระหว่างภูเขาบล็อก 2 แห่ง คือ ภูเขาวอสก์และภูเขาแบล็กฟอเรสต์
4)  ภูเขาที่เกิดจากการปะทุของลาวา  เรียกว่าภูเขาไฟ  เกิดขึ้นเมื่อหินหนืดดันตัวจนทำให้เปลือกโลกโก่งตัวสูงขึ้นและโผล่พ้นผิวโลกหรือภูเขาไฟระเบิด  ภูเขามีลักษณะรูปกรวย
                                       

 ใต้พื้นมหาสมุทรไม่ใช่พื้นที่ราบเรียบแต่มีลักษณะภูมิประเทศหลายแบบ  เช่น  มีเทือกเขา  ที่ราบ     ร่องลึก   ส่วนที่ตื้นที่สุดของมหาสมุทรคือบริเวณพื้นท้องทะเลรอบขอบทวีปต่าง ๆ  ซึ่งเรียกกันว่าไหลทวีป




พื้นฐานภูมิศาสตร์โลก 2/2




ที่มา  https://sites.google.com/site/moorati2558/bth-reiyn 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น